7 เคล็ดลับการเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน สำหรับพนักงานออฟฟิศ

0

เชื่อว่าคนทำงานทุกคน รวมถึงพนักงานออฟฟิศกินเงินเดือน ต่างก็อยากฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเองสักหลัง แต่จะให้ทำงานเก็บเงินเป็นล้านเพื่อซื้อบ้านก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย อาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปี หรือแก่ชราถึงจะซื้อได้ แต่อย่าเพิ่งท้อใจไป เรามีคำแนะนำเคล็ดลับในการขอยื่นกู้ซื้อบ้าน สำหรับพนักงานออฟฟิศมาฝากกัน เพื่อเตรียมความพร้อม และพิจารณาก่อนตัดสินใจ เพราะหากวางแผนไม่ดี บ้านก็ไม่ได้ แถมยังเป็นหนี้อีกคงไม่ดีแน่ มาดู 7 เคล็ดลับที่เรารวบรวมมาฝากกันเลยค่ะ รับรองว่าผ่านชัวร์ :)

1. เครดิตต้องดี และควรเคลียร์หนี้เก่า

ก่อนที่จะยื่นขอกู้ซื้อบ้าน ลองสำรวจตัวเองก่อนว่าติดเครดิตอะไรอยู่บ้าง เพราะประวัติการชำระหนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ธนาคารจะทำการพิจารณาในการอนุมัติเงินกู้ซื้อบ้าน และช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวคุณได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีโอกาสได้รับวงเงินกู้จากธนาคารสูงอีกด้วย หากระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีประวัติชำระหนี้ล่าช้า ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลอะไร แต่ถ้าคุณเคยมียอดหนี้เก่าที่รอการชำระ หรือกำลังผ่อนชำระหนี้อยู่ล่ะก็ ควรเคลียร์หนี้ในส่วนที่ค้างให้เรียบร้อย โดยเฉพาะคนที่ค้างจ่ายหนี้เป็นเวลานาน จนอยู่ในสถานะเครดิตบูโร หรือที่เรียกกันว่า ติดแบล็คลิสต์ ทางที่ดีควรรักษาสถานะทางบัญชีให้เป็นปกติประมาณ 1-3 ปี โอกาสการยื่นกู้ซื้อบ้านก็จะผ่านอย่างแน่นอน

อสังหาริมทรัพย์

2. ตรวจเช็กเงินเก็บสำรอง

อย่างที่ทราบกันว่า การซื้อบ้านคือการสร้างหนี้ก้อนโตที่ต้องผ่อนชำระในระยะยาวหลายสิบปี ต้องมีรายจ่ายที่ค่อนข้างยิบย่อยอีกตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็น ค่าประเมิน, ค่าประกันภัย, ค่าโอน, เงินดาวน์บ้าน เป็นต้น ดังนั้นคุณก็ควรมีเงินเก็บสำรองไว้บ้าง เพื่อใช้เป็นค่าดำเนินการ ควรมีเงินสำรองไว้สำหรับผ่อนชำระหนี้อย่างต่ำ 6 เดือน *สมมุติคุณมีงวดผ่อนเดือนละ 10,000 บาท อย่างน้อยคุณต้องมีเงินสำรองในการผ่อนแล้ว 60,000 บาท เงินก้อนนี้จะช่วยให้คุณอุ่นใจ และช่วยป้องกันการเกิดข้อผิดพลาดต่างๆในการใช้ชีวิตที่เกิดขึ้นในอนาคต

 

3. พิจารณาสินเชื่อของแต่ธนาคารพร้อมเปรียบเทียบเงื่อนไข

ขั้นตอนนี้แนะนำว่าควรศึกษารายละเอียดในการขอสินเชื่อจากธนาคารให้ดี เพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย ข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติม และเงื่อนไขต่างๆ ในการขอสินเชื่อของแต่ละธนาคาร รวมถึงการบริการและความสะดวกสบายที่ท่านจะได้รับ ซึ่งแน่นอนว่าสินเชื่อแต่ละธนาคารนั้นไม่เหมือนกัน ลองหาข้อมูลและเปรียบเทียบดู เพื่อให้ได้สินเชื่อของธนาคารที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด (เมื่อคำนวณออกมาตลอดระยะเวลาในการกู้แล้ว) และที่สำคัญเงื่อนไขต่างๆ ที่สถาบันการเงินกำหนดต้องสอดคล้องกับผู้กู้เองด้วย

อสังหาริมทรัพย์

โดยปกติดอกเบี้ยเงินกู้จะมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ คือ

อสังหาริมทรัพย์

อัตราดอกเบี้ยแต่ละประเภท

* MLR MOR MR คืออะไร? ซึ่งแต่ละชนิดมีความหมาย ดังนี้

1. MLR (Minimum Loan Rate) คือ
อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน

2. MOR (Minimum Overdraft Rate) คือ
อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี

3. MRR (Minimum Retail Rate) คือ
อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นต้น

4. จัดเตรียมเอกสารที่ต้องใช้ให้พร้อม

การเตรียมเอกสารให้พร้อมก่อนการยื่นกู้บ้านถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่คุณจะต้องรอบคอบเป็นพิเศษ และควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะหากมีเอกสารตกหล่น อาจจะทำให้ระยะเวลาดำเนินการช้าไปอีก การจัดเตรียมเอกสารให้พร้อม นอกจากจะช่วยให้การดำเนินเรื่องรวดเร็วขึ้นแล้ว ยังทำให้คุณผ่านเกณฑ์การกู้ซื้อบ้านของสถาบันการเงินนั้นๆง่ายขึ้นอีกด้วย โดยเอกสารที่ต้องเตรียมอาจจะมีข้อแม้แตกต่างกันไป แล้วแต่ธนาคาร นั้นๆกำหนด แต่โดยหลักๆ แล้วจะมีเอกสารดังนี้

  • เอกสารกู้ซื้อบ้าน

1. สำเนาบัตรประชาชน หรือ สำเนาบัตรข้าราชการ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สลิปเงินเดือน (ย้อนหลัง 6 เดือน)
4. หนังสือรับรองเงินเดือน
5. รายการบัญชีเงินฝากย้อนหลัง 6 เดือน (Statement)
6. ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
7. ทะเบียนสมรส (ถ้ามี)
8. ทะเบียนหย่า (ถ้ามี)

  • เอกสารหลักทรัพย์ค้ำประกัน

1. สำเนาโฉนดที่ดิน หรือ สำเนากรรมสิทธิ์ห้องชุด
2. สำเนาเอกสารสัญญาซื้อขาย
3. เอกสารหลักฐานการชำระเงินดาวน์
4. แผนที่โดยสังเขปของที่ตั้งหลักทรัพย์ค้ำประกัน

** หมายเหตุ : ข้อมูลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคารหรือสถาบันการเงิน กรุณาตรวจสอบข้อมูลกับทางธนาคารอีกครั้งก่อนยื่นเอกสาร

 

5. หลักทรัพย์ค้ำประกันที่ต้องใช้ในการกู้

“หลักทรัพย์ค้ำประกัน” ก็เป็นหัวใจสำคัญที่คุณต้องเตรียมความพร้อมก่อนการยื่นกู้ซื้อบ้าน ไม่ว่าจะเป็น บ้านหรือที่ดิน  เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการประเมิณวงเงินในการกู้ ว่าเราสามารถกู้ได้เท่าไหร นอกเหนือจากการประเมิณจากรายได้ และปัจจัยอื่นๆ โดยราคาประเมินจะสูง-ต่ำก็ขึ้นอยู่กับหลักทรัพย์ที่เราใช้ในการค้ำประกันด้วย หลักทรัพย์ค้ำประกัน นั้นจะต้องโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กู้ทุกคน (ยกเว้น ผู้กู้ที่เป็นคู่สมรส บิดามารดา บุตร และพี่น้อง) สถาบันการเงินจะทำการสำรวจ และประเมินราคาหลักทรัพย์นั้นๆ เพื่อที่ว่าในอนาคต ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ต่อ ทางธนาคารก็จะสามารถบังคับจำนองขายหลักทรัพย์นั้นทอดตลาด แล้วนำรายได้มาชำระหนี้นั่นเอง

 

6. ประเมินวงเงินขอกู้เบื้องต้น รวมถึงระยะเวลาที่ขอกู้ คำนวณให้เหมาะสม

เมื่อคิดจะกู้ซื้อบ้านแล้ว เราต้องมีการวางแผนอะไรหลายๆ อาจจะต้องตั้งคำถามให้กับตัวเองและตอบคำถามนั้นให้ได้ เพื่อเป็นการเริ่มต้นและวางแผนที่ดี ด้วยการประเมินวงเงินที่เราต้องการที่จะขอกู้เบื้องต้น รวมถึงระยะเวลาที่ขอกู้ โดยต้องคำนวณให้เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกันและมีความเป็นไปได้ ที่เราจะรับมือไหว เช่น

  • ประเมินวงเงินขอกู้เบื้องต้น

เราจะขอกู้เบื้องต้นประมาณเท่าไหร่ดี โดยปกติแล้วทางธนาคารจะให้วงเงินกู้ประมาณ 15 – 30 เท่าของรายได้ และอาจจะลดหลั่นมากน้อยตามแต่ละสาขาอาชีพ การตัดสินใจตรงนี้จะขึ้นอยู่กับวงเงินกู้ และความสามารถในการผ่อนชำระเงินของผู้ขอกู้ด้วย ปกติแล้วทางสถาบันการเงินที่อนุมัติให้ผู้กู้ จะอยู่ที่ประมาณ 80-95% ของราคาประเมิน หรือราคาซื้อขาย

  • ระยะเวลาในการผ่อนชำระ คำนวณให้เหมาะสม

ระยะเวลาผ่อนชำระจะได้เวลานานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับอายุผู้กู้ด้วย ปัจจุบันระยะเวลาการกู้จะกู้ได้สูงสุดไม่เกิน 30 ปี โดยมีข้อกำหนดว่า(ระยะเวลาการกู้เมื่อรวมกับอายุผู้กู้แล้วต้องไม่เกิน 65 ปี) อาจจะต้องคำนวณดูจากวงเงินขอกู้เบื้องต้นสำหรับผู้ที่มีอายุมาก ระยะเวลาการกู้ก็จะลดน้อยลง แต่มีเงินงวดผ่อนชำระมากยิ่งขึ้น หากผ่อนไม่ไหว คุณควรลดวงเงินในการขอกู้ สำหรับผู้ที่มีรายได้น้อย แนะนำให้ผ่อนชำระ 20 – 30 ปี เพื่อให้เงินงวดที่จะผ่อนชำระมีจำนวนลดลง โดยจริงๆแล้วสำหรับภาระผ่อนต่อเดือนนั้น ไม่ควรเกิน 30% ของรายได้ ตัวอย่างเช่น รายได้ 20,000 บาทต่อเดือน ทางธนาคารจะให้ผ่อนอยู่ที่ประมาณ 5,000 – 6,000 บาทต่องวด ถือว่าเป็นภาระหนี้ที่ต้องชำระต่อเดือน

 

7. อาชีพ มีส่วนสำคัญในการกู้ซื้อบ้าน

รู้ไหมว่าอาชีพในการกู้ซื้อบ้านก็มีส่วนสำคัญ หากคุณไม่ใช่พนักงานออฟฟิศ หลายๆคนคงมีคำถามอยู่ในใจ แล้วจะกู้ได้ไหม? สำหรับ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” อย่างเช่น พ่อค้า แม่ค้า คำตอบคือ สามารถกู้ซื้อบ้านได้ แต่จะค่อนข้างยุ่งยากกว่า เพราะไม่มีหลักฐานการมีรายได้ประจำ ทั้งที่จริงแล้วผู้ประกอบอาชีพอิสระอาจจะมีรายได้ที่มากกว่าพนักงานออฟฟิศด้วยซ้ำ กลุ่มนี้อาจจะต้องเตรียมเอกสารที่ค่อนข้างละเอียด ในหลายๆ ด้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุุณสามารถผ่อนได้ภายในระยาเวลา 20-30 ปี

  • กรณีที่ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” มีการจดทะเบียนการค้า

กรณีนี้ก็จะไม่ยากเท่าไหร่ สามารถใช้ “หนังสือชำระภาษีประจำปี” เป็นหลักฐานแสดงรายได้แทนได้แต่จะได้วงเงินเต็มจำนวนการยื่นกู้หรือไม่ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพทางการเงินของเราด้วย

  • กรณีที่ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” ไม่ได้จดทะเบียนการค้า

กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ อาจจะค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถกู้ผ่านได้เหมือนกัน ดังนั้นคุณต้องวางแผนและเตรียมความพร้อมให้กับตัวเองให้มากที่สุด เช่น ทำบัญชีรายรับรายจ่ายตลอดทุกวัน มีการเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝากไว้ทุกๆ เดือน ทำเอกสารที่มาที่ไปของรายได้อย่างชัดเจน ก็จะช่วยให้คุณมีโอกาสที่จะยื่นกู้บ้านให้ผ่านได้แน่นอน

 

เป็นยังไงกันบ้างคะกับ 7 เคล็ดลับการเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน สำหรับพนักงานออฟฟิศ ที่เรานำมาฝาก เพื่อที่คุณจะได้มีบ้านในฝันสักหลังหนึ่ง ไม่ว่าใครก็สามารถขอกู้ซื้อบ้านได้ หากคุณมีการเตรียมการความพร้อม และมีวินัย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่กำลังศึกษาหาข้อมูลอยู่ ขอให้ทุกคนโชดดีนะคะ :)


ขอบคุณข้อมูลจาก 1213.or.th, thaiproperty.in.th, homed4u.com

เลือกซื้อและดูข้อมูลเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ได้ที่นี่ >อสังหาริมทรัพย์<

Comments

comments

Comments are closed.