ทำไมต้องใช้ USB Type-C

0

หากพูดถึงการเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ด้วยสาย หลายคนคงต้องนึกถึงพอร์ต USB ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของตัวเครื่องที่ขาดไปเสียไม่ได้ ซึ่งพอร์ต USB นี้ได้ผ่านการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องให้มีการเชื่อมต่อ ส่งผ่านข้อมูลได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น และสามารถรีชาร์จสมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็วทันใจ ปัจจุบันได้มีการพัฒนาพอร์ต USB มาถึงเวอร์ชั่น 3.1 หรือที่เรียกกันว่า USB Type-C ด้วยคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม ทำให้ผู้ผลิตสินค้า IT ต่างอ้าแขนรับ USB Type-C มาเป็นมาตรฐานใหม่ของการเชื่อมต่อด้วยสาย เรามาดูกันว่า USB Type-C นั้นมีดีอย่างไร แล้วทำไมต้องใช้มัน

ข้อดีของ USB Type-C

 

1. USB Type-C เสียบขั้วด้านไหนก็ได้

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

USB Type-C สามารถเสียบขั้วด้านใดก็ได้ ไม่ต้องกลัวเสียบผิดด้าน

คนที่เคยใช้พอร์ต USB ไม่ว่าจะเป็น USB Type-A หรือ Micro USB ต่างเคยประสบกับปัญหาการเสียบขั้วผิดด้าน ซึ่งจำเป็นต้องสังเกตก่อนว่าด้านไหนเป็นด้านบนหรือด้านล่าง ทำให้ไม่สะดวกในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ แต่เมื่อมีการพัฒนาพอร์ต USB มาจนถึงเวอร์ชั่น 3.1 หรือ USB Type-C ก็ได้มีการออกแบบให้ทั้งพอร์ตและขั้วรองรับกันได้ ไม่ว่าจะเสียบขั้วขึ้นด้านไหน ก็สามารถเสียบขั้วด้านใดก็ได้ ไม่ต้องกลัวเสียบผิดด้าน อีกทั้งยังเป็นการรักษาสภาพของอุปกรณ์ให้ปลอดจากรอยขีดข่วนเนื่องจากความพยายามในการเสียบขั้วผิดด้าน แม้จะเป็นปัญหาจากการใช้งานเพียงเล็กน้อย แต่ถือเป็นสิ่งสำคัญของนวัตกรรมการเชื่อมต่อด้วยสาย

 

2. USB Type-C โอนถ่ายไฟล์ข้อมูลได้เร็วกว่า

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่มีการเชื่อมต่อด้วย Micro USB เคยต้องรอการโอนถ่ายโฟล์ขนาดใหญ่จากคอมพิวเตอร์ ที่ต้องใช้เวลานานเป็นชั่วโมงเลยแน่ๆ ปัญหานี้จะหมดไปด้วยการใช้ USB Type-C ที่รองรับการโอนถ่ายไฟล์ด้วยความเร็วสูงสุด 10 Gbps ต่อวินาที มีความเร็วมากกว่า USB เวอร์ชั่น 3.0 (5 Gbps ต่อวินาที) ถึงสองเท่า โดยสามารถลดเวลาในการโอนถ่ายไฟล์ลงได้ถึงครึ่งนึงเลยทีเดียว สะดวกสบายขึ้นหากต้องรับส่งไฟล์งานขนาดใหญ่

 

3. USB Type-C รองรับการจ่ายไฟที่มากกว่า

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

การชาร์จพลังงานให้กับอุปกรณ์พกพา (portable) ผ่านทางคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ค หรือใช้พลังงานจากคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คในการหล่อเลี้ยงฮาร์ดดิสก์ชนิดพกพา จะพบว่ากำลังจ่ายไฟนั้นออกมาน้อยกว่าการชาร์จผ่านอุปกรณ์ด้วยอะแดปเตอร์ทั่วไป เนื่องจากมาตรฐาน USB 3.0 นั้นสามารถจ่ายไฟสูงสุดได้เพียง 5 โวลต์ 1.8 แอมป์ ส่วน USB Type-C นั้นมีการพัฒนาให้รองรับการจ่ายไฟสูงสุดอยู่ที่ 20 โวลต์ 5 แอมป์ ซึ่งเพิ่มกำลังการจ่ายไฟขึ้นมากเป็น 3-4 เท่าเลยทีเดียว ส่งผลให้การชาร์จพลังงานให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ทำได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ใช้เวลาน้อยลง รวมถึงช่วยให้คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คสามารถเชื่อมต่อพ่วงได้หลากหลายอุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน

คุณคงจะได้คำตอบกันแล้วว่าทำไมถึงต้องใช้ USB Type-C เพราะเนื่องจากมีการพัฒนาทุกด้านให้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเชื่อมต่อที่เร็วมากยิ่งขึ้น, สามารถถ่ายโอนไฟล์ได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิม และรองรับการจ่ายพลังงานได้เพิ่มขึ้น รองรับการเชื่อมต่อพ่วงหลายอุปกรณ์ในเวลาเดียวกัน ด้านความนิยมพอร์ตนี้ก็มีเพิ่มมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากผู้ผลิตคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คหลายรายได้นำพอร์ต USB Type-C เข้ามาเป็นอินเตอร์เฟสในการเชื่อมต่อ รวมถึงวงการสมาร์ทโฟนก็ได้นำพอร์ต USB Type-C เข้ามาใช้แทนที่พอร์ต Micro USB กันมากขึ้น จัดได้ว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของการเชื่อมต่อด้วยสายแห่งปี 2017 ที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ข้อมูลจาก : ucsbkk.com

เลือกซื้อสินค้าคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ได้แล้วที่นี่ >คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค<

Comments

comments

Comments are closed.