ป้องกันความเสื่อม ของ ดวงตา อย่าปล่อยให้สายเกินไป!!

0

ป้องกันความเสื่อม ของ ดวงตา อย่าปล่อยให้สายเกินไป!!

เมื่อพูดถึงอวัยวะที่คนไม่ต้องการสูญเสียมากที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิต คำตอบนั้นต้องมี ดวงตาของเรา เพราะมันช่วยส่องนำทางเราให้เห็น ให้ไปในที่ต่างๆได้ตามใจ หากแต่ใครที่เคยเป็นโรคในตา แม้ระยะสั้นๆเช่นการติดเชื้อ ตาแดง กุ้งยิง ก็จะรู้ว่ามันกระทบกับคุณภาพชีวิตประจำวันและการทำงานเพียงใด

ๅ
แล้วหากโรคที่เกิดกับดวงตา เป็นความมัว มองไม่ชัดทั่วๆไปเช่นสายตาสั้น หรือยาว ซึ่งส่วนมากก็จะเกิดจากการใช้สายตามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือใช้สายตาเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานมากๆในแต่ละวัน นั่นก็จะก่อความลำบากมากขึ้น แล้วหากเป็นหนักมากกว่านั้น คือเกิดความเสื่อมของดวงตา เช่นจอประสาทตาเสื่อม หรือต้อกระจก ที่ปัจจุบันพบในช่วงวัยที่เร็วมากกว่าสมัยเดิม ลองคิดดูว่าชีวิตเราจะได้รับความกระทบกระเทือนเพียงใด

อย่าปล่อยให้สายเกินไป เราควรป้องกันความเสื่อมที่อาจเกิดขึ้นกับ ดวงตาของเราตั้งแต่วันนี้เพราะ ดวงตา คือหน้าต่างสู่โลกกว้างของคนเรา

2
เบอร์รี่
1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา
ผลไม้กลุ่มเบอร์รี่ เช่น บิลเบอร์รี่ มีสารแอนโธไซยานิดินสูง ในงานวิจัยช่วยลดอาการผิดปกติจากการใช้งานหน้ามือถือและคอมพิวเตอร์นานๆได้ อื่นๆที่รู้จักกันอีกก็มีลูทีน ซีแซนทีน เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และวิตามินซี มีมากในผักและผลไม้สีเหลือง แดง ส้ม เขียวแก่ อาทิ พริกหวาน แครอท บร็อกโคลี ตำลึง ปวยเล้ง ผักบุ้ง คะน้า ฟักทอง มะเขือเทศ มะละกอ ฯลฯ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก กระจกตาเสื่อม

22
นอกจากนี้ ในตับหมู ตับไก่ ไข่แดง ก็อุดมด้วยวิตามินเอ สำหรับคนที่ชอบรับประทานปลา ขอให้เลือกปลาแซลมอน ซาร์ดีน ซึ่งมีไขมันโอเมก้า-3 ช่วยปกป้องหลอดเลือดเล็กๆในลูกนัยน์ตาได้

แม้แต่แปะก๊วยที่นิยมนำสารสกัดมาใช้เพื่อดูแลสมอง ความจำความคิด ก็มีงานวิจัยที่ชี้ว่าช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดปัญหาด้านจอประสาทตาเสื่อมให้มีการมองเห็นที่ดีขึ้นได้จริง

2. หลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ติดต่อกันนานเกินไป
รวมถึงห้ามใส่คอนแทคเลนส์ขณะนอนหลับ เนื่องจากมันจะปิดกั้นดวงตาไม่ให้ได้รับก๊าซออกซิเจน จึงควรถอดออกเพื่อพักดวงตาในเวลานอน เช่นเดียวกับขณะว่ายน้ำก็ไม่ควรใส่ เพราะเลนส์อาจลื่นหลุดจากตาได้

นอกจากนี้ ควรรักษาความสะอาดคอนแทคแลนส์ให้ดี หรือเปลี่ยนเป็นประจำตามคำแนะนำ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค หากต้องล้างทำความสะอาดตาเป็นประจำ อาจใช้น้ำเกลือ0.9%normal saline แทนการใช้น้ำยาล้างตา จะไม่ก่อการระคายที่ดวงตา

3

3. อย่าอ่านหนังสือในที่มีแสงน้อย
เพราะแสงสว่างที่ไม่พอ แม้จะไม่ทำอันตรายต่อดวงตา แต่จะทำให้สายตาอ่อนล้า ดังนั้น ถ้ารู้สึกล้า ตาลาย ควรหยุดสักครู่เพื่อพักดวงตา
การวัดแสงปริมาณที่พอเพียง อาจใช้ปากกาตั้งสูงจากพื้น 10 cm แล้วดูที่เงาปากกาที่พื้นโต๊ะว่ามีความคมชัดพอเป็นรูปร่างปากกา

4. การนวดบริหารดวงตา
สามารถทำได้ทั้งคนที่ยังมีสายตาปกติ และคนที่เป็นโรคตาเสื่อม หรือต้อหิน โดยการนำอุ้งมือส่วนนิ่มๆ บนฝ่ามือทั้งสองข้างวางจนเต็มเบ้าตาแล้วออกแรงกดพอประมาณ ให้รู้สึกสบายตา ไม่กดแรงจนปวด เราอาจมองเห็นแสงวาบสีต่างๆขณะนวด กดทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที แล้วคลายมือออก อาจทำได้บ่อยทั้งเช้าเย็น 2-4 ครั้งตามความสะดวกต่อวัน

5. อย่าจ้องมองจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ว่า การมองจอคอมพิวเตอร์ส่งผลเสียต่อดวงตา ที่เห็นชัดคือมันทำให้ตาแห้งและล้า เพราะแสงสะท้อนจากจอที่สว่างหรือมืดเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อตาอ่อนล้า อีกทั้งคนทั่วไปมักไม่ค่อยกระพริบตาเมื่อกำลังดูจอคอมพิวเตอร์ จึงยิ่งทำให้ตาแห้งมากขึ้น วิธีที่ดีที่จะช่วยลดอาการตาแห้ง คือ กระพริบตาทุกๆ 30 วินาทีหยอดน้ำตาเทียมบ่อยๆ ส่วนอาการล้าที่ตา ต้องมีการพักหลังจากใช้หน้าจอคอมติดต่อกัน ทุกครึ่งหรือ 1 ชั่วโมง ด้วยการพักสายตามองไปที่ไกลๆ เพื่อปรับการโฟกัสของกล้ามเนื้อและเลนส์ตา

4
6. สวมแว่นป้องกันเมื่อจำเป็น
ขณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีหรืออยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่นละอองอันตรายในอากาศ ต้องสวมแว่นนิรภัยเสมอ เพื่อป้องกันสิ่งอันตรายเข้าตา

7. อย่ามองไปที่มีแสงสว่างจ้า
หรือเพ่งมองแสงอาทิตย์โดยตรง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อดวงตา การต้องขับรถที่อาจเห็นแสงสะท้อนดวงอาทิตย์จากรถคันหน้า ก็อาจเป็นอันตรายต่อดวงตาได้อีก จึงควรสวมแว่นกันแดด (ที่สามารถกันรังสี UV ได้จริง)

8. สวมแว่นกันแดดที่เคลือบสารป้องกันรังสี UV
เลือกใช้เลนส์โพลารอยด์ ที่สามารถตัดแสงสะท้อนของดวงอาทิตย์ในแนวระนาบที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และป้องกันรังสี UV ได้ อย่าเลือกเพียงเลนส์สีเท่านั้น เพราะจะทำให้รูม่านตาขยายและรับรังสี UV มากขึ้น เพราะการถูกรังสี UV เป็นเวลานาน จะส่งผลเสียต่อสายตา นอกจากนี้ ยังมีส่วนทำให้เป็นโรคต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม ต้อลม และต้อเนื้อ อีกด้วย

ภัยจากรังสี UV ที่เกิดกับดวงตา จะสะสมไปเรื่อยๆตลอดชีวิต จึงควรหาวิธีป้องกันตั้งแต่เด็ก ด้วยการสวมหมวกและแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแดดเป็นเวลานาน หรือแม้แต่อยู่ในที่ร่ม ก็ยังถูกรังสี UV ที่สะท้อนจากตึกและวัตถุต่างๆได้ ดังนั้น ถ้ารู้จักป้องกันตั้งแต่เด็ก จะช่วยไม่ให้สายตาเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น

5

9. เทคนิคบริหารดวงตาและพักสายตา
เมื่อคร่ำเคร่งกับการอ่านหนังสือ หรือทำงานที่ใช้สายตามากเกินไป ขอให้หยุดพักและบริหารดวงตาด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
• เพ่งมองไปยังวัตถุใกล้ตัวและไกลตัว ทำซ้ำๆกันหลายครั้ง
• นั่งลง งอแขนทั้งสองข้างขึ้นชิดลำตัว หลับตาก้มหน้าพักบนฝ่ามือราว 10 วินาที จากนั้นลืมตา และทำซ้ำหลายๆครั้ง
• ชูนิ้วโป้งและเหยียดแขนตรงไปข้างหน้า ขณะเพ่งมองไปที่นิ้วโป้ง ค่อยๆดึงแขนกลับจนนิ้วโป้งห่างจากใบหน้าราว 5 นิ้ว จากนั้นค่อยๆมองนิ้วโป้งเลื่อนกลับไปยังจุดเดิม ทำซ้ำๆ
• กลอกตาเป็นวงกลม โดยมองไปรอบๆกว้างๆตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ และทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ ช่วยบริหารกล้ามเนื้อตา

ขอขอบคุณข้อมูลจาก women.MThai.com

messageImage_1432626772333

http://women.mthai.com/health/213177.html

Comments

comments

Comments are closed.