กำเนิดปากกาลูกลื่น

0

ปากกา เป็นอุปกรณ์ที่มีวิวัฒนาการอันยาวนานควบคู่กับการประดิษฐ์อักษรของมนุษยชาติ ก่อนหน้าที่จะมีปากกาใช้เหมือนในทุกวันนี้ มนุษย์ได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยจดบันทึกในรูปแบบอื่นๆหลากหลายประเภทมาก่อน ถ้าให้ย้อนกลับไปสู่ยุคแรกเริ่มที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นการจดบันทึกของมนุษย์ ก็คงต้องย้อนกลับไปถึงหลักฐานที่ค้นพบตามฝาผนังของถ้ำโบราณหรือบันทึกในกระดาษปาปิรุส พบว่ามนุษย์มีการประดิษฐ์วัตถุเพื่อการจดบันทึกมานานนับพันปี เช่น ดินหรือหินสี, ชอล์กจากผงแคลเซียมซัลเฟต, ขนนก หรือพู่กัน ซึ่งพัฒนามาเรื่อยๆจนกลายมาเป็นปากกาลูกลื่นในปัจจุบัน แต่จะมีใครรู้ไหมว่าปากกาลูกลื่นที่เราใช้งานกันอยู่ในทุกวันนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร ตามมาดูกันครับ

วิวัฒนาการของปากกา

การประดิษฐ์ปากกาในอังกฤษ

ช่วงศตวรรษที่ 5 ในอังกฤษ มีการประดิษฐ์ปากกาโดยใช้ขนนกหรือขนห่านเรียกว่า ปากไก่ นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เปลี่ยนโฉมการจดบันทึกของมนุษยชาติเลยทีเดียว มีวิธีการใช้โดยนำปากไก่จุ่มลงในหมึกเพื่อจดบันทึก เพราะปากกาชนิดนี้นั้นไม่มีหมึกในตัวเองจำเป็นต้องใช้งานคู่กับน้ำหมึกบรรจุขวด จึงไม่สะดวกต่อการพกพา

ปากกาลูกลื่น

ปากกาปากไก่

ต่อมา ประมาณช่วงศตวรรษที่ 15 เริ่มมีการประดิษฐ์ปากกาซึ่งมีปากเป็นโลหะ (Dip Pen) และมีรอยผ่าตรงกลางปาก ปลายด้ามมักผลิตขึ้นจากไม้ ปากกาชนิดนี้เป็นที่นิยมใช้ในอังกฤษกันอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดด้วยการใช้วัสดุต่างๆ เช่น เขาสัตว์ เปลือกหอย เหล็ก และทอง มาผลิตเป็นปลายด้ามปากกาแทนไม้เพื่อความสวยงามคลาสสิคแตกต่างกันไป ปลายด้ามที่เป็นโลหะมีกลไกการจัดเก็บหมึกขนาดเล็กช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเขียนต่อเนื่องได้นานกว่าปากกาแบบปากไก่ ถึงอย่างไรก็ตาม Dip Pen ก็ยังต้องเติมหมึกจากขวดอยู่ดี เพราะฉะนั้นกล่องบรรจุปากกามักมีที่ใส่หมึกควบคู่ไปกับปากกาด้วย

ปากกาลูกลื่น

ปากกาปากโลหะ

 

ปากกาหมึกซึม ต้นแบบของปากกาลูกลื่น

ในที่สุด ปากกาที่มีหมึกในตัวก็ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ.1884 ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยนาย Lewis Edson Waterman ซึ่งปากกาชนิดนี้มีชื่อเรียกว่า ปากกาหมึกซึม (Fountain Pen) มีความสะดวกต่อการใช้งานมากขึ้นเนื่องจากมีหลอดหมึกในตัวแล้ว ไม่จำเป็นต้องพกขวดหมึกให้ยุ่งยากอีกต่อไป ต่อมามีการผลิตปากกาหมึกซึมใช้กันทั่วโลกสืบต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แต่ปากกาหมึกซึมนั้นยังมีข้อเสียคือลายเส้นจะมีขนาดใหญ่ เนื่องจากปริมาณหมึกที่ซึมออกมานั้นมีปริมาณมาก เขียนแล้วตัวอักษรจะไม่แห้งทันที ยังต้องใช้เวลาอีกซักพักเพื่อให้หมึกแห้ง ทำให้หมึกอาจติดมือเลอะเทอะในขณะเขียนได้

ปากกาลูกลื่น

ปากกาหมึกซึม

ต่อมาในปี ค.ศ.1888 คู่แข่งทางการค้าของปากกาหมึกซึมก็ได้ถือกำเนิดขึ้น เมื่อนายจอห์น เจ. ลาวด์ ชาวอเมริกัน ได้จดสิทธิบัตรปากกาที่มีหัวลูกกลิ้ง (Ball) กลมๆ ขนาดเล็ก ทำจากโลหะอยู่ที่ปลายปากกา ซึ่งเวลาเขียนลูกกลิ้งนี้จะหมุนกลิ้งไปบนพื้นผิวทำให้หมึกถูกถ่ายเทลงมาติดลงพื้นผิว ซึ่งวัตถุประสงค์ในการผลิตปากกาชนิดนี้ คือต้องการจดบันทึกหรือเขียนลงในพื้นผิวหยาบที่ไม่เรียบ เช่น ลงบนพื้นผิวหนัง

ปากกาลูกลื่น

ภาพร่างต้นแบบปากกาลูกลื่นของ นายจอห์น เจ. ลาวด์

 

กำเนิดปากกาลูกลื่น

ค.ศ.1931 นายไบโร นักหนังสือพิมพ์และศิลปินชาวฮังกาเรียน ได้เปิดตัวปากกาลูกลื่นที่มีหมึกบรรจุในตัว (Ball-Point Pen) ซึ่งปากกาลูกลื่นของนายไบโรนั้นได้ไอเดียมาจากหมึกแห้ง (Quick-Drying Ink) ชนิดที่โรงพิมพ์ใช้ในการพิมพ์หนังสือ โดยหมึกจะไม่ไหลออกมาเลอะเทอะแบบปากกาหมึกซึม ขีดเขียนได้โดยไม่เปรอะเปื้อน ถือเป็นวิวัฒนาการก้าวสำคัญของสิ่งประดิษฐ์เพื่อการเขียน-จดบันทึก

ปากกาลูกลื่น

ลูกบอลขนาดเล็ก ณ ส่วนปลายของปากกาลูกลื่น

ต่อมาในปี ค.ศ.1938 นายไบโรได้ทำการจดทะเบียนลิขสิทธิ์ปากกาลูกลื่น แต่ข่าวร้ายคือการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้นายไบโรจำเป็นต้องหนีจากภัยสงคราม หกระเหินเร่ร่อนไปอาศัยในประเทศฝรั่งเศส, สเปน จนได้รับการช่วยเหลือจากพี่ชายนักเคมีในประเทศอาร์เจนตินา

ปากกาลูกลื่น

นายไบโร นักหนังสือพิมพ์และศิลปินชาวฮังกาเรียน

ต้นปี ค.ศ.1940 ณ กรุงบัวโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา นายไบโรกับพี่ชายได้ทำการผลิตปากกลูกลื่นออกวางจำหน่าย แต่เนื่องจากการประสบปัญหาด้านทุนทรัพย์ เขาจึงได้ตัดสินใจทำการขายลิขสิทธิ์ในปากกาลูกลื่นของเขาให้กับราชการทหารของทางอังกฤษและสหรัฐอเมริกาด้วยราคาเพียงไม่กี่เหรียญ ต่อมาลิขสิทธิ์ถูกขายต่อให้กับบริษัท BIC (ฝรั่งเศส) ซึ่งได้ทำการผลิตปากกาลูกลื่นแบรนด์ BIC ออกจำหน่ายไปทั่วโลกเป็นครั้งแรก โดยสามารถทำยอดขายในระหว่างปี ค.ศ.1950-1980 ได้กว่า 10 ล้านด้ามต่อวัน ก่อนที่ปากกาลูกลื่นจะกลายเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เราใช้จดบันทึกอยู่ในทุกวันนี้

ปากกาลูกลื่น

ปากกาลูกลื่นแบรนด์ BIC ที่จำหน่ายในปัจจุบัน

 

เลือกซื้อเครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน ได้ที่นี่ >เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน<

ที่มา : vcharkarn, Wikipedia

Comments

comments

Comments are closed.