รู้ทันโรคข้อเสื่อม อีกทางเลือกลดความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

0

รู้ทันโรคข้อเสื่อม อีกทางเลือกลดความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

ข้อเสื่อมเป็นปัญหาสุขภาพใกล้ตัวที่ปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุทั้งนี้เกิดจากกระดูกอ่อนบริเวณข้อสึกหรอและสลายตัว เมื่อขยับขาจึงทำให้กระดูกแข็งเสียดสีกันเป็นสาเหตุให้ปวด บวม และอักเสบ หากไม่รีบดูแลแต่เนิ่นๆจะเรื้อรังจนไม่สามารถใช้งานได้ในที่สุดหรืออาจจะถึงขั้นผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม

Knee pain
ทำไมโรคข้อเสื่อมจึงพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุ
ร่างกายคนเราจะมีการสร้างและสลายของกระดูกอ่อนบริเวณข้ออยู่แล้วโดยธรรมชาติแต่เมื่อมีอายุมากขึ้น การใช้งานข้อต่อมากขึ้น กระดูกอ่อนจะสร้างไม่ทันต่อความเสื่อมที่เกิดจากการใช้งานทำให้เกิดการเสียดสีส่งผลให้ข้อปวด บวม และอักเสบ จนกลายเป็นโรคข้อเสื่อมในที่สุด ดังนั้นวิธีการป้องกันและบรรเทาอาการข้อเสื่อมที่ดีที่สุด คือ เพิ่มการสร้างควบคู่กับลดการสลาย ของกระดูกอ่อนที่ข้อด้วยนั่นเอง

กลุ่มเสี่ยงโรคข้อเสื่อม ได้แก่
กลุ่มผู้สูงอายุ : เมื่ออายุมากขึ้น โอกาสที่จะป่วยด้วยโรคนี้ก็จะมีมากขึ้น
กลุ่มเพศหญิง : พบว่ามีโอกาสจะเป็นโรคข้อเสื่อมมากกว่าเพศชายถึง 2 เท่า
กลุ่มผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก : เมื่อน้ำหนักตัวมาก ข้อก็จะรับน้ำหนักมากขึ้น ทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
กลุ่มนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ : มีโอกาสเกิดเนื้อเยื่ออักเสบซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่โรคข้อเสื่อมได้
ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเข่า : ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ข้อเข่า ไม่ว่าจะกระดูกข้อเข่าแตกหรือเอ็นฉีก ก็จะมีโอกาสเกิดข้อเสื่อมได้มากกว่าคนปกติ

ทั้งนี้ โรคข้อเสื่อมมีสาเหตุมาจาก
• กระดูกอ่อน Cartilage เสียหายหรือเสื่อมสลายจึงเกิดอาการเจ็บปวด
• เป็นไปตามความเสื่อมสภาพของร่างกาย เช่น อายุ 40 ปีขึ้นไป มักเป็นในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 2-3 เท่า
• การใช้งานข้อเข่าผิดวิธีหรือใช้งานหนักเกินไป เช่นนั่งพับเพียบ นั่งยองๆ บ่อยๆ หรือเป็นเวลานาน ใส่รองเท้าส้นสูง
• น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น จนไม่สมดุล
• อุบัติเหตุต่างๆ ซึ่งอาจเกิดจากการเล่นกีฬา
• พันธุกรรม

 

Runner training  knee pain

หากเป็นโรคข้อเสื่อมจะมีอาการดังต่อไปนี้
– มีอาการปวดรอบๆข้ออย่างเรื้อรัง และจะปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานเข่าหรือลงน้ำหนักที่ข้อมากๆ
– ข้อยึดติดขัด
– ข้อบวมและผิดรูป
– เดินเหินไม่คล่องตัวเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิต

ลองมาสังเกตตนเองกันนะคะว่าคุณเข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรคนี้กันอยู่รึเปล่า
– อายุ 40 ปีขึ้นไป
– เมื่อคำนวณค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI > 25 ;BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงยกกำลังสอง (เมตร)
– เดินเป็นกิจวัตร
– เข่าฝืด เข่ายึด ทำให้งอเข่าได้ยาก
– มีเสียงก๊อบแก๊บจากเข่าเวลาเดิน
– ปวดเข่าหรือขาเวลาเดินหรือลงบันได
– เจ็บแปล๊บที่ข้อเข่าเวลาเดิน
– ปวดเข่าเวลานอน
– ท่าทางการเดินไม่ปกติ เวลาเดินมักโยกตัว
– ปวดข้อเข่าเวลาลุกนั่ง ใส่รองเท้า
– ข้อเข่าปวด บวม อักเสบ

หากคำตอบของคุณคือ “ใช่” มากกว่า 3 ข้อ คุณก็เข้าข่ายเสี่ยงเป็นโรคข้อเสื่อมได้ค่ะ แล้วจะดูแลหรือป้องกันอย่างไรได้บ้าง ตามมาๆ

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม วิถีชีวิตประจำวัน งดออกกำลังกายที่ใช้งานข้อเข่าหนักๆ หรือได้รับแรงกระแทกเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานข้อเข่ามากเกินไป แต่เลือกกีฬาที่เหมาะสมแทน รวมทั้งลดความอ้วนเพื่อลดการแบกรับน้ำหนักของข้อเข่า
2. ทานยาหรือฉีดยาแก้ปวดใช้เพื่อแค่ระงับอาการปวดอย่างเดียวเท่านั้น แต่ไม่ใช่วิธีรักษาและอาจมีผลข้างเคียง
3. ฉีดน้ำไขข้อ(ค่าใช้จ่ายประมาณ 20,000 – 25,000 บาท)
4. ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมซึ่งมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายสูง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง(ค่าใช้จ่ายประมาณ 100,000-200,000 บาท)
5. ปลูกถ่ายเซลล์กระดูกอ่อน
6. ใช้อุปกรณ์ลดแรงกระแทก เพื่อช่วยแบ่งรับน้ำหนัก อย่างไม้เท้า ผ้ารัดเข่า และรองเท้าพิเศษเฉพาะทางการแพทย์
7. เสริมสารอาหารดูแลกระดูกอ่อน โดยการช่วยเสริมสร้างกระดูกอ่อนผิวข้อและลดการสลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ เช่นกลูโคซามีน, คอนดรอยติน และ Collagen Type IIซึ่งจะเข้าไปช่วยซ่อมแซมและยับยั้งการทำงานของภูมิต้านทานของร่างกายที่จะทำลาย Collagen Type II ที่อยู่ในข้อ

เพื่อทำความเข้าใจวิธีดูแลตัวเองด้วยสารเสริมอาหารกันได้ง่ายขึ้น ลองมาดูกันค่ะว่าในกระดูกอ่อนมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

Cartilage

กระดูกอ่อนประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ เซลล์กระดูกอ่อน (Chondrocytes), คอลลาเจน (ชนิดที่ 2 และอื่นๆ), โปรติโอกลัยแคนส์ (Proteoglycans) และส่วนที่เป็นของเหลว ปริมาณสัดส่วนตามภาพด้านบนค่ะ

ซึ่งส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญและกำลังเป็นสารอาหารที่นิยมในขณะนี้คือคอลลาเจนชนิดที่2 (Collagen Type II)

แล้วคอลลาเจนชนิดที่  2 แตกต่างจากคอลลาเจนที่เราเคยเข้าใจยังไง? และทำหน้าที่อะไรในร่างกายเรา? มาหาคำตอบกันค่ะ

คอลลาเจนชนิดที่2 (Collagen Type II)เป็นคอลลาเจนที่พบได้ในเซลล์กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อและหมอนรองกระดูกสันหลัง ซึ่งแตกต่างจากคอลลาเจนที่พบในผิวหนัง ซึ่งจะเป็นคอลลาเจนชนิดที่ 1, 3 และ 4 (Collagen Type 1, 3 และ 4)

UCII
ภาพลักษณะโครงสร้างคอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่สมบูรณ์ตามธรรมชาติของกระดูกอ่อนบริเวณข้อในร่างกาย
จะเป็นมีลักษณะTriple Helix Structureดังรูปภาพด้านบน

Collagen Type IIนี้มีหน้าที่รองรับน้ำหนักและให้ความแข็งแรงแก่ข้อต่อในขณะที่มีการเคลื่อนไหวจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของส่วนประกอบที่อยู่ในข้อ โดยกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์เซลล์ใหม่เพิ่มขึ้น ช่วยเพิ่มระดับกรดไฮยาลูโรนิค (Hyaluronic acid) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำหล่อเลี้ยงในข้อ และยังยับยั้งการหลั่งเอนไซม์ที่ย่อยทำลายกระดูกอ่อนบริเวณข้อ จึงช่วยลดอาการปวดข้อและข้อยึดได้ ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายดีขึ้น

ซึ่งคอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen Type II) ที่มีจำหน่ายในขณะนี้แบ่งได้ 2 ประเภทได้แก่Undenatured Collagen Type II (UC-II) และ DenaturedCollagen TypeII

1. Undenatured Collagen Type II (UC-II®)
– อันดีเนเจอร์คอลลาเจนไทพ์ทู ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ยังคงโครงสร้างที่สมบูรณ์ใกล้เคียงกับCollagen Type II ที่มีในร่างกาย (เป็นแบบ Triple Helix Structure)เพราะUC-II ถูกผลิตภายใต้อุณหภูมิต่ำและไม่ใช้เอนไซม์ในกระบวนการผลิต

2. Denatured Collagen Type II
– ดีเนเจอร์คอลลาเจนไทพ์ทู หรือไฮโดรไลซ์คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Hydrolyzed Collagen Type II) ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผลิตโดยผ่านกระบวนการย่อยด้วยเอนไซม์และใช้อุณหภูมิสูง จึงทำให้มีโครงสร้างที่เล็กลง ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนที่มีในร่างกาย(ไม่เป็น Triple Helix Structure)

เพื่อความเข้าใจมากขึ้น โปรดดูภาพประกอบด้านล่าง

333

 

ภาพเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่าง Collagen Type II ทั้งสองแบบเมื่อส่องด้วยกล้องไมโครสโคป (Microscope)

Undenatured Collagen Type II เรียกย่อๆ ว่า “ยูซีทู”(UC-II) คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่มีโครงสร้างเฉพาะที่สามารถออกฤทธิ์ได้บริเวณข้อ เนื่องจากมีลักษณะเป็น Triple Helix

 

UCII

ประสิทธิภาพการทำงานของสาร UC-II

จากกราฟ คือการทดลอง 90วัน เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง UC-II กับกลูโคซามีนและคอนดรอยติน

 

stupid

ภาพเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่าง Collagen Type II ทั้งสองแบบเมื่อส่องด้วยกล้องไมโครสโคป (Microscope)

Undenatured Collagen Type II เรียกย่อๆ ว่า “ยูซีทู”(UC-II) คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 ที่มีโครงสร้างเฉพาะที่สามารถออกฤทธิ์ได้บริเวณข้อ เนื่องจากมีลักษณะเป็น Triple Helix

จากกราฟด้านบน ทำให้สรุปได้ว่า เมื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง UC-II(กราฟสีเขียว)กับกลูโคซามีนและคอนดรอยติน(กราฟสีเทาG+C, Glucosamine + Chondroitin)พบว่า

1.ความฝืดลดลง (ค่า WOMAC)
UC-II สามารถลดอาการข้อเข่าฝืด และสามารถช่วยให้ข้อเข่าเคลื่อนที่ได้ดีขึ้นหรือลื่นขึ้นได้ถึง33%

2. ความเจ็บปวดลดลง (ค่า VAS)
UC-II สามารถลดอาการปวดข้อเข่าได้ถึง40.4%

3. เจ็บปวดลดลงขณะทำกิจกรรมในแต่ละวัน (ค่า Lequesne)
UC-II สามารถลดอาการปวดข้อเข่าได้ถึง 20.2%

4. แนวโน้มกราฟภายหลัง 60 วัน กลูโคซามีน และคอนดรอยติน(G+C)จะมีแนวลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ในขณะที่ UC-II กราฟมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ UC-II อ่านต่อได้ที่ http://www.interhealthusa.com/Ingredients/UC-II.aspx

 

สรุปคุณสมบัติเด่น 7 ประการของ UC-II®

1
ลิขสิทธิ์เฉพาะของ Inter Health, USA

2
มีกลไกการทำงานที่จำเพาะ

3
สารอาหารเป็นวัตถุดิบธรรมชาติปลอดภัย

4
มีผลงานวิจัยรับรองตั้งแต่ปี 2009 และล่าสุดปี 2013

6
เป็นสารอาหารที่เหมาะกับทั้งชายและหญิงที่บาดเจ็บบริเวณกระดูกอ่อน

5
UC-II® มีประสิทธิภาพกว่าการรับประทานกลูโคซามีนและคอนดรอยติน ถึง 2 เท่า

7
เป็นสารอาหารสำหรับการดูแลสุขภาพข้อต่อรับประทานวันละ 40 มิลลิกรัม/วัน

 

ขอขอบคุณ ข้อมูลวิชาการ จากบริษัทหาญไทยฟาร์มา(2508) จำกัด

ขอบคุณข้อมูลจาก women.mthai.com

default-women

Comments

comments

Comments are closed.