MERS-COv 
: ถอดรหัสไวรัสจอมวายร้าย

0

MERS-COv 
: ถอดรหัสไวรัสจอมวายร้าย

ช่วงปีก่อนเรายังตื่นตัวกับไวรัสซาร์สชนิดควันยังไม่ทันจางหาย ปีนี้โลกก็ได้ตื่นตูมกับไวรัสหน้าใหม่ ที่ซ้ำรอยเดิมที่ว่า ยังไม่มียารักษาให้หายขาด แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี?

เดือนกรกฏาคม ปี 2012 ที่ผ่านมา โลกได้พบกับไวรัสหน้าใหม่เป็นครั้งแรกในผู้ป่วยชาวซาอุดิอาระเบีย (บางข้อมูลแย้งว่าเป็นชาวจอร์แดนในเดือนเมษายน) จนเชื้อได้แพร่กระจายไปในคาบสมุทรอาระเบียและพบผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมา น่าตกใจที่ว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้อันตรายกว่าซาร์สที่เคยระบาดถึงสองเท่า เมื่อมีอัตราส่วนระหว่างผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตที่สูงกว่า (มีผู้เสียชีวิตเพราะซาร์ส 10 % และ เมอร์ส 36 %) ในขณะที่การติดเชื้อและอาการมีความใกล้เคียงกัน นั่นคือการทำให้ภาวะการหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน

น่าสะพรึงที่สุด เกาหลีใต้ครองอันดับ 2

ต้นทางของไวรัสหรือในซาอุดีอาระเบีย (ที่พบผู้ติดเชื้อกว่าพันราย และเสียชีวิตเกือบ 500 ราย) ฟังแล้วอาจดูไกลตัว แต่ถ้าเรากำลังบอกว่าไวรัสเดินทางได้เร็วพอๆกับเครื่องบินไอพ่นล่ะ ในเมื่อผู้แพร่เชื้อคือมนุษย์ที่ต้องเดินทางระหว่างประเทศตลอด 24 ชั่วโมง จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่ชั่วโมงนี้เราได้พบผู้ติดเชื้อเกือบทุกทวีปทั่วโลกรวมทั้งบ้านเรา! เมื่อแชมป์อันดับสองกลับไม่ใช่ประเทศในตะวันออกกลางด้วยกัน แต่กลับเป็นเกาหลีใต้ที่เราชาวไทยมักเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อน การป้องกันก่อนเชื้อจะแพร่กระจายไปมากกว่านี้จึงเป็นเรื่องควรกระทำอย่างยิ่ง

เมอร์ส ร้ายกาจขนาดไหน?

ไวรัสที่เรากำลังกล่าวถึงถูกเรียกกันว่า เมอร์ส หรือ เมอร์สคอฟ ย่อมาจาก Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus (MERS-CoV) เป็นไวรัสตระกูลเดียวกับซาร์ส (Coronavirus) ที่พบในปี 2002 และเป็นสายพันธุ์ที่แพร่เชื้อจากสัตว์มาสู่คนเช่นเดียวกัน ต้นทางของเมอร์ส คือค้างคาวที่ส่งผ่านเชื้อมายังอูฐ และมนุษย์ในที่สุด นับเป็นการพัฒนาทางสายพันธุ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น แพร่กระจายเชื้อรวดเร็ว และยังไม่มียาชนิดใดรักษาให้หายขาดได้ นอกจากการป้องกัน และการกักกันเชื้อไม่ให้ระบาดในวงกว้าง อย่างไรก็ดี ตัวเลขของผู้ติดเชื้อในเวลานี้ยังคงขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น ในเกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อ162 คนและมียอดผู้เสียชีวิตกว่า 20 คน (ข้อมูลกลางเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา) นอกเหนือจากในตะวันออกกลางที่กระจายในวงกว้าง และในยุโรปที่พบผู้เสียชีวิตแล้วบ้าง

ติดเชื้อได้ง่ายทางการไอหรือจาม

นอกการการติดเชื้อได้อย่างง่ายดาย นั่นคือผ่านการจามและไอและสูดดมเข้าไป ความร้ายกาจอีกประการคือภาวะการทำลายระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน

ผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนมีไข้ หายใจถี่ อุจจาระเหลว และอาจทำลายการทำงานของไต จากนั้นจะเสียชีวิตภายใน 3-4 สัปดาห์

ยิ่งผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูงก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงมากขึ้น (พบว่ามีผู้ป่วยที่มีโรคเหล่านี้ร่วมด้วยร้อยละ 96) รวมทั้งเด็กและคนชราที่มีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าคนหนุ่มสาวและวัยกลางคน

การทำงานของไวรัส

เริ่มจากการเข้าสู่ร่างกายแล้วแบ่งตัวออกเป็นเซลล์ต่างๆ จำนวนมหาศาล โดยอวัยวะหลักที่จะเข้าไปอยู่และทำลายคือปอด ทางเดินอาหารและไต ต่อมาเมื่อร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันไม่ว่าเม็ดเลือดขาวหรือสารเคมีต่างๆ ไว้ต่อสู้ หากร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิม ไวรัสเหล่านี้ก็จะเข้าทำลายภูมิคุ้มกันเราด้วย ในระยะแรกหากเราเอ็กซเรย์ปอดอาจยังไม่พบความผิดปกติ แต่ภายในเวลาไม่กี่วัน ผู้ที่มีอาการรุนแรงมากจะพบว่าเกล็ดเลือดต่ำ ค่าเอนไซม์ของตับสูงผิดปกติ และการทำงานของไตผิดปกติ นำมาถึงการเสียชีวิตในเวลาต่อมาซึ่งใช้เวลาเพียงไม่ถึงเดือน!

โลกพร้อมใจสู้ภัย MERS

ว่ากันว่าไวรัสและโรคระบาดน่ากลัวกว่าสงครามหลายร้อยเท่า นั่นเพราะไม่มีผู้ชนะ มีแต่คนบาดเจ็บล้มตายมหาศาล จนกว่าจะมียารักษาให้หายขาด ล่าสุดโรงพยาบาล 2 แห่งในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้เริ่มทดลองรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ ด้วยการนำเกล็ดเลือดของผู้ป่วยที่หายดีมาทดลองฉีดให้กับผู้ป่วยซึ่งเคยทำมาก่อนในช่วงที่โรคซาร์สระบาด และพบว่าช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ร้อยละ 23 ทั้งนี้ เหตุที่มีรายงานและมีข่าวสารออกมาจากเกาหลีใต้สูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากขนาดที่ว่าต้องมีการปิดโรงเรียนทั่วประเทศเกือบ 3,000 แห่ง และมีผู้ถูกกักตัวเพื่อรอดูอาการถึงเกือบสามพันราย หลังจากที่มีชายสูงวัยคนหนึ่งเดินทางไปทำธุรกิจที่ซาอุดิอาระเบียและรับเชื้อกลับมาเป็นคนแรก ต่อมาเขาได้เข้าตรวจหาสาเหตุโรคตามสถานพยาบาลต่างๆ รวม 4 แห่ง ก่อนจะพบว่าติดเชื้อ ซึ่งนั่นแปลว่าเขาได้แพร่เชื้อไปบ้างแล้วตามรายทาง

ไวรัสเดินทางไปได้ทุกที่ทั่วโลก

ตราบเท่าที่มนุษย์ยังคงเดินทางข้ามประเทศไปมาหาสู่กัน ไม่เพียงเกาหลีใต้เท่านั้นที่พลเมืองเริ่มอยู่แต่ในบ้าน หยุดจับจ่าย (ส่งผลต่อเศรษฐกิจประเทศไปด้วย) ประเทศไทยเองก็ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวงดเดินทางไปยังประเทศที่มีความเสี่ยงหากไม่จำเป็น ที่สำคัญ การแสวงบุญ (ฮัจญ์) ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย พิธีอันพึงกระทำของอิสลามมิกชนทั่วโลก (หากมีกำลัง) กำลังจะเกิดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมในแต่ละปี นี่เป็นสัญญาณอันตรายอีกข้อหนึ่งที่โลกยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะแรงศรัทธาและความเข้มแข็งของไวรัสต่างก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน สิ่งที่พึงกระทำขั้นตอนจึงอาจเป็นการฉีดวัคซีนป้องกัน เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นไว้ก่อน

ประเทศไทยได้พบผู้ป่วยรายแรก

เมื่อกลางมิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พบผู้ป่วยรายแรกซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ในขณะที่ประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซียที่อยู่ใกล้เราเริ่มมียอดผู้เสียชีวิตแล้ว เวลานี้เราจึงมีการรณรงค์ป้องกันอย่างตื่นตัวมากขึ้น ‘กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ’ กลายเป็นวลีฮิตอีกครั้ง พร้อมกันนั้น กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ออกประกาศให้โรคเมอร์ส ถือเป็นโรคติดต่ออันตรายที่ต้องแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2523 เทียบเท่าโรค อหิวาตกโรค ไข้ทรพิษ ไข้เหลือง ไข้กาฬโรค โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) และโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา แปลได้อีกประการว่า หากมีความสงสัยว่าเราจะเป็นผู้ติดเชื้อ ให้รีบติดต่อเพื่อรักษาและตรวจเช็คทันที ก่อนที่จะสายเกินแก้

ตื่นตัวอย่าตื่นตูม

จากการพบผู้ติดเชื้อในไทยรายแรก ซึ่งเป็นชายชาวตะวันออกกลางวัย 73 ปี จนถึงการกักกันผู้ที่มีความเสี่ยงเกือบร้อยรายเมื่อเดือนที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ เราอาจยังตอบไม่ได้ว่าเชื้อเมอร์สจะกระจายไปได้กว้างมากน้อยเพียงใด หากแต่อดีตที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า เชื้อไวรัสที่มองไม่เห็นเดินทางได้รวดเร็วและมองข้ามไม่ได้ขนาดไหน เช่นครั้งหนึ่งที่ซาร์สเคยระบาดทั่วไปทั้งอาคารสำนักงานแห่งหนึ่งในฮ่องกง ที่มีการปล่อยเชื้อจากผู้ป่วยที่ท้องร่วง โชคร้ายที่ระบบห้องน้ำ ไม่ว่าท่อระบายน้ำหรือการระบายอากาศมีปัญหา จึงทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังชั้นต่างๆ จนในที่สุดมีผู้ติดเชื้อจำนวนมากเพียงเพราะการเข้าห้องน้ำ ซ้ำผู้ป่วยยังอยู่ต่างชั้นด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ดี แม้จะมีคำเตือนถึงพิษสงของมันให้เห็นในแทบทุกวันในระยะนี้ การรับมือก็ใช่ว่าจะต้องตื่นตระหนกจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ ขอแนะนำถึงการป้องกันตัวในการเดินทางไปยังสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน รวมทั้งติดตามข่าวสารอยู่เสมอเพื่อให้ทราบความเคลื่อนไหวในการรับมือต่างๆ ที่สำคัญการกินดีๆ ออกกำลังดีๆ มีสุขภาพดีไว้ก่อน โรคป่วยไข้หลายๆชนิด ก็คงจะถามหาเราได้ยากอยู่ล่ะ

สถานที่ต้องห้าม

ไม่ว่าที่ใดที่หนาแน่นไปด้วยฝูงชน ที่นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นหนึ่งถึงการระวังตัว สถานที่ที่ควรใส่ใจตัวเองสักนิดหากจำเป็นต้องไป ได้แก่ ท่าอากาศยานที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา และยังมาจากทั่วทุกมุมโลก ก่อนเดินทางจึงควรป้องกันตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ รวมทั้งโรงพยาบาลที่แม้โดยมากจะมีการป้องกันเชื้อระดับหนึ่งแล้ว แต่ผู้ป่วย(แม่แต่ไข้หวัดธรรมดา) ที่เข้ามารักษาใหม่ๆ ก็ยังส่งต่อเชื้อโรคให้เราได้ง่าย นอกจากนี้แม้แต่ห้างสรรพสินค้า คอนเสิร์ต หรืองานแฟร์ต่างๆ ก็ยังป้องกันได้ยากหากเสี่ยงใกล้กับผู้ติดเชื้อ การป้องกันไว้สักนิดแบบไม่ถึงพารานอยด์ก็ช่วยให้เราอุ่นใจได้ระดับหนึ่ง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก lisaguru.com

lisaguru-logo

Comments

comments

Comments are closed.