การเลือกหูฟังบลูทูธ ให้โดนใจคนรักการออกกำลังกาย

0

กระแสออกกำลังกายมาแรงมากในช่วงหลายปีมานี้ และมีคนรักสุขภาพจำนวนมากที่ชื่นชอบการออกกำลังกายไปฟังเพลงไป ดังนั้น หูฟังบลูทูธ หรือ หูฟังไร้สาย จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะไม่มีสายเกะกะ และไม่เลื่อนออกจากหูได้ง่ายๆ แต่การจะเลือกซื้อให้ถูกใจตรงตามไลฟ์สไตล์และเหมาะสมก็ไม่ง่ายเสียทีเดียว ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง ตามมาดูกัน

หูฟังบลูทูธสำหรับนักกีฬาShop now!

วิธีการเลือกหูฟังบลูทูธ สำหรับใส่ออกกำลังกาย

1.  เลือกหูฟังที่ไม่เลื่อนหลุดง่ายๆ

เนื่องจากการออกกำลังกายต้องมีการเคลื่อนไหวของร่างกายมาก ดังนั้นควรเลือกซื้อหูฟังบลูทูธ ที่พอดีกับหู ไม่หลวม หรืออัดแน่นกับช่องหูเกินไป ใส่แล้วกระชับกับสรีระของหูไม่เลื่อนหรือขยับหลุดง่ายๆ

2. เลือกหูฟังที่ไม่หนักเกินไป

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้หูฟังขยับเลื่อนหลุดได้ง่ายๆ เนื่องมาจากน้ำหนักของหูฟังนั่นเอง เพราะการออกกำลังกายมีการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา ซึ่งหูฟังบลูทูธ ที่มีน้ำหนักมากเกินไปจะถ่วงจนหลุดได้เนื่องจากแรงสะบัดของร่างกายขณะออกกำลังกาย จึงแนะนำให้ใช้หูฟังแบบน้ำหนักเบาจะดีกว่า

3. เลือกแบบที่ชอบ

ปัจจุบันมีหูฟังบลูทูธออกมาให้เลือกหลายแบบตามความชอบและเหมาะสมกับการใช้งาน เช่นแบบ คล้องคอ ที่มีลักษณะที่มีก้านหรือสายคล้องด้านหลังคอเวลาสวมใส่ ซึ่งข้อดีของแบบนี้คือไม่มีสายมาพันให้เกะกะ อีกทั้งยังมั่นใจได้ว่าหูฟังไม่หลุดหายระหว่างวิ่งแน่นอน
อีกแบบคือ หูฟังแบบเกี่ยวหู ที่ถูกออกแบบมาให้คล้องใบหูได้พอดี ทำให้กระชับติดใบหูและเลื่อนหลุดได้ยากกว่าแบบปกติ

4. เลือกประเภทหูฟังที่ใช่

หูฟังบลูทูธ มีทั้งแบบปกติ และแบบ In Ear ซึ่งการเลือกซื้อก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคนเลย หากเป็นแบบ In Ear ที่สอดเข้าไปในช่องหู ก็จะมีข้อดีคือกระชับแน่นกว่า ตัดเสียงรบกวนได้ดีกว่า ทำให้เราสามารถโฟกัสกับเสียงเพลงที่ชื่นชอบได้ แต่สำหรับใครที่ที่ไม่ชอบเพราะรำคาญหูหรือเจ็บหู ก็เลือกใช้แบบธรรมดา

5. เช็กให้แน่ใจว่ากันน้ำได้ (IP Rating)

ไม่ใช่เพียงแค่สามารถกันเหงื่อได้ แต่เมื่อขณะที่ออกกำลังกายแจ้งแล้วฝนตก ก็ต้องมั่นใจด้วยว่าหูฟังบลูทูธที่ใช้จะไม่พังหรือเสียหาย ซึ่งจะเช็คว่าหูฟังกันน้ำได้ระดับไหนต้องดูที่ต่า IP Rating ซึ่งเป็นชื่อย่อมาจาก International Protection Standard (มาตรฐานการป้องกันระดับสากล) ซึ่งโดยปกติหูฟังบลูทูธที่กันน้ำได้ จะระบุค่า IPXX ไว้ในฟีเจอร์ของตัวหูฟัง  โดย X ตัวแรก หมายถึง ระดับการป้องกันวัตถุภายนอก ซึ่งจะค่าตั้งแต่ 0-6 ส่วน X ตัวหลัง จะหมายถึง ระดับการป้องกันน้ำที่มีระดับตั้งแต่ 1-8

(X ตัวแรก) ระดับการป้องกันวัตถุภายนอก (X ตัวที่สอง) ระดับป้องกันน้ำ
0: ไม่มีการป้องกันวัตถุภายนอก
1: ป้องกันวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 50 มิลลิเมตรขึ้นไป
2: ป้องกันวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 12 มิลลิเมตรขึ้นไป
3: ป้องกันวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 2.5 มิลลิเมตรขึ้นไป
4: ป้องกันวัตถุที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 มิลลิเมตรขึ้นไป
5: ป้องกันฝุ่นได้ อาจมีฝุ่นเข้าไปได้บ้าง แต่ไม่ส่งผลต่อการทำงานของหูฟัง
6: ป้องกันฝุ่นได้สมบูรณ์แบบ
0: ไม่มีการป้องกันน้ำ1: ป้องกันหยดน้ำที่ตกกระทบจากแนวดิ่ง
2: ป้องกันหยดน้ำที่ตกกระทบจากแนวเฉียง 15 องศาจากแนวดิ่ง
3: ป้องกันหยดน้ำที่ตกกระทบจากแนวเฉียง 60 องศาจากแนวดิ่ง
4: ป้องกันหยดน้ำที่ตกกระทบได้ทุกทิศทาง
5: ป้องกันหยดน้ำที่ฉีดใส่ได้ทุกทิศทาง
6: ป้องกันหยดน้ำที่ฉีดใส่อย่างรุนแรงได้ทุกทิศทาง
6K: ป้องกันหยดน้ำที่ฉีดแรงดันสูงได้ทุกทิศทาง
7: ป้องกันน้ำเข้าภายในเมื่อแช่อุปกรณ์ลงน้ำความลึกสูงสุด 1 เมตร เป็นเวลาสูงสุด 30 นาที
8: : ป้องกันน้ำเข้าภายในเมื่อแช่อุปกรณ์ลงน้ำได้ถาวร

6. คุณภาพเสียงต้องโดนใจ

ก่อนการเลือกซื้อแนะนำว่าให้ลองเทสต์เสียงของหูฟังบลูทูธดู ก่อนว่าโดนใจเรารึเปล่า เพราะเสียงที่ออกมาของแต่ละแบรนด์ หรือแต่ละรุ่นก็ต่างกัน เช่น บางคนอาจชอบแบบเสียงใสๆ หรือบางคนอาจชอบเบสหนักๆ เป็นต้น

7. แบตเตอรี่ต้องทนเพียงพอ

นี่เป็นเรื่องสำคัญเลยทีเดียว เพราะถ้าแบตหูฟังบลูทูธหมดระหว่างเราวิ่งอยู่กลางทางคงไม่ดีแน่ แนะนำว่าควรเลือกซื้อหูฟังที่อึดพอประมาณ และเหมาะสมกับกิจกรรมออกกำลังกายของเรา อย่างเช่น หากชอบวิ่งมาราธอน หรือปั่นจักรยานระยะไกล และใช้เวลานานหลายชั่วโมง อาจเลือกที่แบตใช้งานได้ 4-6 ชั่วโมง หรือหากออกกำลังกายที่ฟิตเนตเพียงวันละ 1-2 ชั่วโมงก็สามารถลดลงจากนั้นได้

ได้รู้เคล็ดลับแล้วก็เลือกซื้อหูฟังบลูทูธได้ถูกต้องเหมาะสมและคุ้มค่ากับการใช้งานได้แล้วนะคะ คราวนี้เวลาออกกำลังกายก็สามารถฟังเพลงไปด้วยได้ สร้างความเพลิดเพลิน ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นอีกด้วย

เลือกซื้อหูฟังบลูทูธ ได้ที่ Weloveshopping

31 total views, 1 views today

Comments

comments

Leave A Reply