ประวัติกีฬาลูกเหล็ก เปตอง

0

กีฬาบนโลกนี้ส่วนใหญ่มักใช้ลูกบอลเป็นอุปกรณ์ในการเล่น ซึ่งมีทั้งขนาดเล็กใหญ่ต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล, บาสเกตบอล, วอลเลย์บอล, ตะกร้อ, โปโลน้ำ ฯลฯ แต่มีกีฬาชนิดหนึ่งที่เราอยากแนะนำให้คุณได้รู้จักถึงประวัติความเป็นมาของมันนั่นคือ เปตอง อาจจะไม่ใช่กีฬายอดนิยมมาก แต่ก็มีสเน่ห์ และเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความคิดในการวางแผน เพื่อพลิกเอาชนะผู้ต่อสู้ รวมถึงได้ฝึกความแข็งแรงของข้อมือ เราไปรู้จักพร้อมกันเลยค่ะ

กำเนิดกีฬาเปตองครั้งแรก

เปตอง มาจากคำในภาษาฝรั่งเศสว่า Pétanque “บิเยส์ ตองแกร์” ซึ่งมีความหมายว่า “ให้ยืนสองเท้าชิดติดกัน” หรือ “Boule”  ซึ่งแปลว่าลูกวัตถุทรงกลม แต่คนไทยนิยมเรียก ลูกเปตอง มากกว่า กีฬาชนิดนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศกรีซ โดยมีคนนำก้อนหินลูกกลมๆ จากภูเขาและใต้ทะเลมาโยนเล่นกัน ชาวโรมันได้ใช้กีฬาประเภทนี้เป็นเครื่องมือทดสอบความแข็งแรง พละกำลังของผู้ชาย เมื่ออาณาจักรโรมันเข้ายึดครองฝรั่งเศส พวกเขาก็ได้นำเอาการเล่นลูกบูลนี้ เข้าไปเผยแพร่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และได้พัฒนาขึ้นโดยเปลี่ยนมาใช้ไม้เนื้อแข็งถักเป็นรูปทรงกลม แล้วใช้ตะปูตอกบริเวณรอบๆ เพื่อเพิ่มน้ำหนักของลูก

ในยุคกลางประมาณ ค.ศ. 400 – 1000 การเล่นลูกบูลนี้ จึงเป็นที่นิยมกันแพร่หลายในประเทศฝรั่งเศส ครั้นพอสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์ได้ทรงประกาศสงวนสิทธิ์กีฬาการเล่นลูกบูลนี้ ไว้สำหรับผู้สูงเกียรติ และอนุญาตให้เล่นได้เฉพาะพระราชสำนักเท่านั้น

ต่อมาในสมัยพระเจ้านโปเลียนมหาราช ทรงขึ้นครองอำนาจ พระองค์ก็ได้ทรงออกประกาศฉบับใหม่ ให้การเล่นลูกบูลนี้เป็นกีฬาประจำชาติของฝรั่งเศส และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป สามารถเล่นกันได้อย่างเสมอภาค ตั้งแต่นั้นมา การเล่นลูกบูลนี้จึงได้มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เช่น การนำเอาลูกปืนใหญ่ที่ใช้แล้ว มาเล่นกันบ้างอย่างสนุกสนาน จนมีการตั้งชื่อเกมกีฬาประเภทนี้ขึ้นมาเล่นอย่างมากมาย เช่น บูลเบร-รอตรอง, บูลลิโยเน่ส์, บูลเจอร์ เดอร์ลอง และบลู-โปรวังซาล เป็นต้น

จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 นายจูลร์-เลอนัวร์ ซึ่งเป็นผู้มีฝีมือในการเล่นกีฬาลูกบูล-โปรวังซาล ถึงขนาดเป็นแชมป์โปรวังซาลในยุคนั้นด้วย ก็ได้ดัดแปลงแก้ไขกฎกติกาการเล่นขึ้นใหม่ จนในปี ค.ศ.1938 ได้มีการก่อตั้ง “สหพันธ์ เปตองและโปรวังซาล“ จำนวนสมาชิกก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และลูกบูลที่ใช้เล่น ก็ทำจากลูกโลหะผสมเหล็กกล้า ข้างในกลวง การเล่นจึงมีความสนุกมากขึ้นกว่าเดิม ในปี ค.ศ.1959 ได้มีการจัดการแข่งขันกีฬาเปตองโลกครั้งแรก ที่เมืองสปา ประเทศเบลเยียม โดยนักกีฬาจากฝรั่งเศสเป็นผู้คว้าแชมป์คนแรก

กีฬาเปตอง

กีฬาเปตอง เป็นที่นิยมในหมู่ผู้สูงอายุ เพราะไม่ต้องใช้แรงมาก

กีฬาเปตองในประเทศไทย

ปี พ.ศ. 2518 นายจันทร์ โพยหาญ ได้เป็นผู้ริเริ่มนำกีฬาเปตองเข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยคนแรก และได้ร่วมกับ นายศรีภูมิ สุขเนตร ที่เป็นอดีตนักเรียนเก่าจากฝรั่งเศส ผู้ซึ่งมีความรู้ในกีฬาเปตองอย่างดี ได้จัดตั้งสมาคมเปตองและโรปวังซาล แห่งประเทศไทย ขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2519 โดยที่นายศรีภูมิ สุขเนตร เป็นนายกสมาคมคนแรก แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไรนัก ต่อมาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีทรงช่วยส่งเสริม และเผยแพร่ให้อีกทางหนึ่ง โดยทรงรับสั่งให้จัดการแข่งขันเปตองชิงชนะเลิศภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ซึ่งพระองค์ท่าน และสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯ ทรงได้ลงร่วมทำการแข่งขันในครั้งนี้ด้วย และอีกหลายรายการจึงให้สมญานามกีฬาเปตองว่า “กีฬาสมเด็จย่า”

ใน พ.ศ. 2527 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสมาคมเปตองและโปรวังซาล แห่งประเทศไทย ไว้ในพระอุปถัมภ์ และในวันที่ 22 เมษายน 2530 ได้มีการเปลี่ยนชื่อสมาคมเปตองฯ เป็น สหพันธ์เปตอง แห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์  โดยมีสำนักงานตั้งอยู่ที่อินเดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก กรุงเทพฯ

และในปัจจุบันกีฬาเปตอง ได้เป็นที่นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย เกือบทุกประเทศในทวีปยุโรป อเมริกา และเอเชีย สำหรับในประเทศในทวีปเอเชีย ประเทศไทยได้ถูกจัดให้เป็นการแข่งขันกีฬาของในหน่วยต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น การกีฬาแห่งชาติ กีฬามหาวิทยาลัย กีฬาของกระทรวงต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

 

กติกาและวิธีการเล่นกีฬาเปตอง

ก่อนที่จะเล่นกีฬาเปตอง เรามาทำความรู้จักกับกฎกติกา และวิธีการเล่นกันก่อนค่ะ

อุปกรณ์การเล่นเปตอง

  • ลูกบูล เป็นลูกทรงกลมด้านในกลวง ทำด้วยโลหะ มีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 70.5-80 มิลลิเมตร มีน้ำหนักระหว่าง 650 ถึง 800 กรัม มีเครื่องหมายของโรงงานผู้ผลิต ตัวเลขแสดงน้ำหนักและเลขรหัสปรากฏอยู่บนลูกบูลทุกลูกอย่างชัดเจน และควรเป็นลูกบูล ที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์เปตองนานาชาติ สมาคมเปตองแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • ลูกเป้าหริอลูกแก่น เป็นลูกทรงกลม แต่ทำด้วยไม้หรือวัสดุสังเคราะห์ มีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 25-35 มิลลิเมตร และอาจทาสีส้ม แดงสด แต่ต้องเป็นสีที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในขอบเขตของสนาม
  • สนามที่ใช้เล่นแข่งขัน จะต้องมีพื้นเรียบกว้าง 4 เมตร ยาว 15 เมตร ที่มีการอัดหิน หรือทรายอย่างแน่น ส่วนพื้นไม้ พื้นคอนกรีตและพื้นหญ้า ไม่เหมาะสมสำหรับกีฬาประเภทนี้ เพราะลูกเปตองจะไม่กลิ้ง
  • เทปสายวัด สำหรับนับคะแนน

ประเภทการเล่น แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

  • ประเภทเดี่ยว ใช้ลูกเปตอง 3 ลูก
  • ประเภทคู่ คู่ผสม ใช้ลูกเปตองคนละ 3 ลูก
  • ประเภททีม ใช้ลูกเปตองคนละ 2 ลูก

 

วิธีการเล่นเปตอง

ให้แบ่งผู้เล่นออกเป็น 2 ทีมๆ ละเท่ากัน ซึ่งลูกเปตองจะมีลวดลายต่างกันด้วย เช่น ลายเดี่ยว ลายคู่ เพื่อใช้ในการแยกแยะว่า ลุกไหนเป็นของทีมใด

กีฬาเปตอง

ภาพอธิบายการเล่นเปตอง

  1. เริ่มด้วยการเสี่ยง เพื่อตัดสินว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายได้เริ่มเกมก่อน
  2. ฝ่ายชนะเสื่ยงเริ่มเล่นคนใดคนหนึ่ง เลือกจุดเริ่มต้น เขียนวงกลมบนพื้นสนามเส้นผ่านศูนย์กลาง ระหว่าง 35-50 ซม. ห่างจากเส้นสนามได้น้อยกว่า 1 เมตร
  3. ฝ่ายชนะการเสี่ยงคนใดคนหนึ่ง จะเข้าไปโยนลูกเป้าหรือลูกแก่นในสนาม โดยให้ห่างจากจุดเริ่มต้น ตามระยะดังนี้
  • สำหรับเด็กเล็ก ไม่น้อยกว่า 4 เมตร ไม่เกิน 8 เมตร
  • สำหรับเยาวชน ไม่น้อยกว่า 5 เมตร ไม่เกิน 9 เมตร
  • สำหรับเยาวชน ไม่น้อยกว่า 6 เมตร ไม่เกิน 9 เมตร
  • ผู้ใหญ่หรือทั่วไป ไม่น้อยกว่า 6 เมตร ไม่เกิน 10 เมตร

การเข้าลูก

  • การนั่งเข้าลูก นั่งบนส้นเท้า มีเท้านำ และเท้าตาม เขย่งส้นเท้าขึ้น และเท้าทั้งสองต้องอยู่ในวงกลมไม่เหยียบเส้น
  • การยืนเข้าแบบเท้าคู่ลักษณะการยืนเข้า จะใช้ในการตีลูก จะยืนเท้าคู่หรือแบบมีเท้านำก็ได้ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล แต่ถ้าถนัดโยนลูก, ตีลูกด้วยมือขวา ก็ควรยืนเท้าขวานำเล็กน้อย เพื่อให้การทรงตัวมีฐานที่มั่นคง

วิธีการเข้าลูกมีอยู่ 3 แบบ คือ

  • การโยนลูกระยะใกล้ เป็นการโยนลูกให้ตกตั้งแต่จุดโยนหรือไม่เกิน 3 เมตร จากจุดโยน ใช้แรงเหวี่ยงจากแขน ข้อมือ และปลายนิ้วส่งลูก ระยะทางที่ลูกบูลวิ่งเข้าหาเป้าจะมีระยะทางไกลทิศทางของลูกบูล เหมาะสำหรับสนามเรียบเท่านั้น
  • การโยนลูกระยะกลาง เป็นการโยนลูกให้ตกเกือบกึ่งกลางระหว่างจุดเริ่มกับลูกเห้าต้องโยนลูกให้สูงกว่าการโยนลูกระยะใกล้ และทุกลูกที่โยนออกไปต้องเป็นลูกที่หมุนกลับหลัง ข้อสำคัญของการโยนลูกคือ จุดตก การโยนลูกนี้ เหมาะสำหรับพื้นสนามที่ไม่เรียบ
  • การโยนลูกโด่ง การโยนลูกโด่งต้องโยนให้สูงกว่าลูกระยะกลาง และต้องให้ลูกหมุนกลับหลัง (สกรู) มากกว่า โดยใช้ปลายนิ้วสกรูลูก ไม่ใช่เป็นการกระดกข้อมือ การโยนลูกนี้จุดตกมีความสำคัญมาก เหมาะสมกับพื้นสนามที่ไม่เรียบ เปียกแฉะ เป็นหลุมเป็นบ่อ ต้องโยนให้เกือบถึงลูกเป้า ห่างจากลูกเป้า ประมาณ 50-100 ซม.

การนับคะแนน

กีฬาเปตอง

  • เมื่อทั้งสองฝ่ายโยนลูกเปตองหมดแล้ว ลูกเปตองของฝ่ายใดอยู่ใกล้ลูกเป้ามากที่สุดก็จะได้คะแนนลูกละ 1คะแนนและเริ่มเล่นใหม่ในเที่ยวต่อไป โดยฝ่ายที่ได้คะแนนจะเป็นผู้เล่นก่อนโดยเขียนวงกลมรอบลูกเป้าลงบนพื้นสนามด้านที่ลูกเป้าอยู่ และดำเนินการเล่นเหมือนเดิมทุกอย่าง
  • ในกรณีที่ลูกเปตองของทั้งสองฝ่ายๆ มีเหลือฝ่ายละ 1 ลูก และระยะห่างจากลูกเป้าเท่ากันหรืออยู่ติดกับลูกเป้า
    การเล่นรอบนั้นให้ถือเป็นโมฆะ (ไม่มีฝ่ายใดได้คะแนน) จะต้องเริ่มเล่นใหม่
  • ถ้ามีลูกเปตองเหลือเล่นอยู่เพียงฝ่ายเดียว ฝ่ายนั้นจะต้องเล่นจนหมดลูกเปตอง เพื่อทำคะแนนเพิ่มจากจำนวนลูกเปตองที่อยู่ใกล้ลูกเป้าที่สุด
  • และถ้าทั้งสองฝ่ายยังมีลูกเปตองเหลืออยู่ ฝ่ายที่โยนลูกเปตองไปทีหลังจะต้องเป็นฝ่ายเล่นลูกต่อไป และถ้ายังเสมอกันอยู่ต้องเปลี่ยนให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เล่น สลับกันโยนฝ่ายละหนึ่งลูกจนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะใกล้ลูกเป้ามากกว่า หรือได้คะแนนแล้วเล่นค่อยเล่นไปตามปกติ

การแพ้ชนะ
การแข่งขันกีฬาเปตองนั้น จะตัดสินแพ้ชนะกันภายในเกมเดียวเท่านั้น โดยที่ฝ่ายชนะจะต้องเป็นฝ่ายที่สามารถทำคะแนนรวมกันได้ครบ 13 คะแนนก่อน (แต่รอบแรกหรือรอบคัดเลือก อาจใช้ 11 คะแนนก็ได้)

เป็นไงกันบ้างค่ะ กับกีฬาเปตองที่เรานำมาเสนอ ซึ่งเป็นหนึ่งในกีฬาที่ สมเด็จย่าทรงโปรดปรานมาก จึงได้ชื่อว่า “กีฬาสมเด็จย่า” ถึงแม้จะไม่ได้ออกแรงมากเหมือนกับกีฬาประเภทอื่น แต่กีฬาเปตอง ก็มีส่วนช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน และขา รวมถึงฝึกการวางแผนใช้สมองในการคิด ตัดสินใจ มีส่วนช่วยสร้างสมาธิและความสาใมัคคีในชุมชนได้ดีอีกด้วย

เลือกซื้อสินค้าแผนก > กีฬา < ได้ที่นี่

ข้อมูลจาก : pongpansport.com, 2.egat.co.th, petanquethailand.com

Comments

comments

Comments are closed.