ประเภทของน้ำมันเครื่อง ที่เหมาะกับรถของคุณ

0

น้ำมันเครื่อง มีความสำคัญกับระบบเครื่องยนต์ในการทำงานเป็นอย่างมาก เป็นสารเคมีสำหรับการหล่อลื่นภายในระบบเครื่องยนต์หลายตำแหน่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับเคลื่อน และช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ เพราะทุกชิ้นส่วนของระบบเครื่องยนต์ จะเกิดการเสียดสีกันอยู่ตลอดเวลาขณะเดินเครื่อง จึงก่อให้เกิดความร้อนสะสมที่บริเวณพื้นผิวของวัสดุ ทำให้เกิดสิ่งสกปรกที่เกิดจาการเผาไหม้ หรือเศษชิ้นส่วนตกค้างอยู่ภายในห้องเครื่อง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องทราบก่อนว่าน้ามันเครื่องที่ปกป้องดูแลเครื่องยนต์รถของเรานั้นแต่ละประเภทมีอะไรบ้าง

น้ำมันเครื่อง

ประเภทของน้ำมันเครื่องแยกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

 

1. แบ่งตามชนิดของน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน

  • น้ำมันเครื่องธรรมดา หรือ Synthetic ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้ประมาณ 3,000-5,000 กม.
  • น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ หรือ Semi Synthetic ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นธรรมดากับน้ำมันชนิดสังเคราะห์ ใช้งานได้ประมาณ 5,000-7,000 กม.
  • น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ หรือ Fully Synthetic ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์จากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้ประมาณ 7,000-10,000 กม.

2. แบ่งตามชนิดความหนืด

ความหนืด คือ ความข้น–ใส ของน้ำมันเครื่อง และมีส่วนสำคัญในการป้องกันการสึกหรอของชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ และความหนืดของน้ำมันเครื่องจะเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ หากน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยเกินไป จะไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแผ่นฟิลม์บางๆ แทรกระหว่างผิวของโลหะได้ หรือถ้ามีความหนืดมากเกินไป ก็ไม่สามารถถูกปั๊มไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง

ค่าความหนืดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

  • น้ำมันเครื่องกลุ่มฤดูหนาว โดยที่เบอร์ความหนืดของน้ำมันเครื่องในกลุ่มฤดูหนาว จะมีตัว W ซึ่งย่อมาจาก Winter ต่อท้าย และวัดค่าความหนืดที่อุณหภูมิ -30 C ถึง – 5 C  เช่น 20W = W คือ Winter มีการวัดที่อากาศหนาวที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ได้ค่าความหนืด = 20  สำหรับการใช้งานปกติ สภาวะอากาศปกติ และเครื่องยนต์ใหม่ และไม่ควรให้ค่าความหนืดต่ำจนเกินไป เพราะจะส่งผลต่อการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้
  • น้ำมันเครื่องกลุ่มฤดูร้อน จะวัดค่าความหนืดที่ 100 C ได้แก่ SAE 20,30,40,50 และ 60 เบอร์ที่น้อยจะใสและเบอร์ที่มากกว่าข้นกว่า เช่น 50 = วัดที่อากาศร้อนอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ได้ค่าความหนืด = 50 เหมาะสำหรับรถยนต์ที่ใช้งานอย่างหนัก, สภาวะอากาศร้อนมาก และเครื่องยนต์เก่า ควรจะมีค่าความหนืดสูงถึงระดับ 50 จึงจะเหมาะสม

3. แบ่งตามชั้นคุณภาพด้านการใช้งาน

ซึ่งมีหลายสถาบันเป็นผู้แบ่งเกรด แต่มาตรฐานที่แพร่หลาย ได้แก่ มาตรฐาน AP Iโดยสถาบันปิโตเลียมแห่งสหรัฐอเมริกา (American Petroleum Institute) ที่กำหนดมาตรฐานน้ำมันเครื่องโดยแบ่งออกตามประเภทของเครื่องยนต์ ดังนี้

  • น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน จะใช้อักษร S (Station Service) ตามหลังมาตรฐาน API เป็นการแบ่งระดับชั้นคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่ได้พัฒนาให้มีคุณภาพสูงขึ้น ซึ่งในปัจจุบัน SL เป็นเกรดคุณภาพที่สูงสุด มีประสิทธิภาพสูงกว่า SJ ในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น การป้องกันการสึกหรอ การเกิดสนิม ป้องกันการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ลดการเกิดตะกอนที่อุณหภูมิสูงได้ดีกว่า ลดการสิ้นเปลืองและช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีขึ้น สำหรับค่าออกเทนนัมเบอร์ 95 สีเหลืองอ่อน เหมาะที่จะใช้กับ รถยนต์นั่งทั่วไป รถบรรทุกขนาดเล็ก เป็นต้น ส่วน ค่าออกเทนนัมเบอร์ 91 สีแดง เหมาะกับ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก รถมอเตอร์ไซด์ เช่น เครื่องปั่นไฟ รถตัดหญ้า หรือปั๊มน้ำ เป็นต้น
  • น้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล จะใช้อักษร C (Commercial Service) ตามหลังมาตรฐาน API  ซึ่งในวันที่ 5 กันยายน ปี 2002  แนะนำ CI-4 คือเกรดคุณภาพที่ดีที่สุดในปัจจุบัน และเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้การจุดระเบิดด้วยความร้อนจากการอัดอากาศเข้ากระบอกสูบจนเกิดความร้อนสำหรับการจุดระเบิด โดยที่ไม่ต้องใช้หัวเทียนเหมือนเครื่องยนต์เบนซิน และสามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะที่มีรอบสูง และ รถกระบะ รถบรรทุก รถไฟ เรือ เป็นต้น

เราจะเห็นว่าชนิดของน้ำมันเครื่องนั้นมีแยกย่อยออกไปตามประเภทของเครื่องยนต์ สภาพภูมิอากาศ และการใช้งาน ดังนั้นการเลือกน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมกับรถยนต์ของคุณ จะช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น ช่วยยืดอายุการใช้งาน รวมถึงการเดินทางที่ปลอดภัย ราบรื่น และควรหมั่นตรวจเช็กสภาพรถยนต์ และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเป็นประจำ

 

ที่มา : castrol.com, veloil.com, yukonlubricants.com, kapook.com, prthai.com, autocar.in.th

เลือกซื้อและช้อปปิ้งสินค้าของยานพาหนะและอุปกรณ์ตกแต่ง ได้ที่นี่ >ยานพาหนะและอุปกรณ์ตกแต่ง<

Comments

comments

Comments are closed.